Free Web Site - Free Web Space and Site Hosting - Web Hosting - Internet Store and Ecommerce Solution Provider - High Speed Internet
Search the Web

 

          ถ้านับจากวันนี้ย้อนหลังไปประมาณ 1 ปี  นั่นเป็นวันที่พี่ดีใจจนกระโดดลงมาจากอัฒจันทน์ชั้นบนสุด  เมื่อคุณแม่โทรมาบอกว่า  "นี่  วชิระเค้าโทรมาบอกที่บ้านว่าเทอสอบติดนะ"  ตอนนั้นพี่ดีใจจนบอกไม่ถูก  ดีใจทั้งติดวชิระ  และดีใจที่โดดลงมาแล้วขาไม่หักเป็นสองท่อน

          น้องๆหลายคนที่อ่านอยู่อาจจะงงว่า  "วชิระเค้าโทรมาบอกเลยหรอ"  ใช่ครับ  เค้าโทรมาบอกเลย  เพราะพี่ติดโควตาสอบตรงเข้าไป  เลยจะรู้ผลว่าติดไม่ติดตั้งแต่เดือน มกราคมโน้น  ทำให้มีเวลาบ้าๆบอๆได้อีกหลายเดือน  แต่ก็เต็มไปด้วยความสับสน  เรามั่นใจแล้วหรอว่าจะเดินเข้ามาคณะนี้  นี่"หมอ"เลยนะ แล้วหน้าอย่างเราจะไหวหรอ  เวลาคิดว่าจะสละสิทธิ์ยังพอมี  จะเอายังไงดี

          แรกเริ่มเดิมทีพี่ก็ไม่ได้นึกอยากจะเป็นหมอขนาดนั้น เพราะรู้ว่ามันเป็นอาชีพที่เหนื่อยทั้งชีวิต  เรียนก็หนัก  สู้เรียนอย่างอื่นมาเปิดกิจการส่วนตัว  มันก็มีลู่ทางหาเงินได้เหมือนกัน  แล้วทีนี้  จะตัดสินใจยังไงดีล่ะ? 

          ถามพ่อแม่พี่น้องผองเพื่อนครูบาอาจารย์  ก็ไม่ได้ให้คำตอบที่เราต้องการ  เพราะเค้าไม่ใช่ตัวเรา เค้าไม่รู้หรอกว่าเราคิดยังไง  ทางที่ดีที่สุด ถามตัวเองดีกว่า  ว่าเราพร้อมมั้ยที่จะเดินหน้าเข้าสู่คณะที่เหนื่อยตั้งแต่เข้าเรียน  ยันจบออกไป  พร้อมมั้ยที่ต้องสละความชอบส่วนตัวของตนเอง  เช่นน้องคงไม่ไว้ผมทรงRock starเข้าโรงพยาบาลรักษาคนไข้  พร้อมรึเปล่าที่จะรักษาชีวิตคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อนด้วยความทุ่มเทราวกับว่าเค้าเป็นครอบครัวเดียวกับเรา  ถ้าไม่พร้อม  อย่าเพิ่งคิดจะเข้ามาเรียนหมอเลยครับ  ลองไปไตร่ตรองดีๆก่อน  แต่ถ้าพร้อมแล้วก็มาทำความรู้จักกับคณะนี้ซักหน่อยดีกว่า

          วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล  เป็นชื่อเต็มๆของคณะหมอวชิระ  น้องคงสงสัยว่าทำไมชื่อมันยาวจัง  แล้วทำไมต้องมีคำว่ากรุงเทพด้วย?  เรื่องทำไม่ชื่อยาวนั้นพี่คงไม่ตอบให้  แต่เหตุผลที่ว่าต้องมีกรุงเทพในชื่อด้วยนั้นเป็นเพราะ  โรงพยาบาลเรารับนักศึกษาแพทย์ตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร  ซึ่งต้องการผลิตแพทย์เพื่อเมืองหลวง  ตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ น้องที่กำลังจะก้าวเข้ามาในคณะในปี 2549  ก็ถือเป็นรุ่นที่  14 แล้ว

          การเรียน  ในปีแรก  เราจะเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล  ศาลายา  ร่วมกับหมอทั้ง4คณะคือ  ศิริราช รามา  และพระบรมราชชนก  แต่จะแยกห้องเรียนกัน โดยที่  วชิระ  รามา และพระบรมราชชนก  เรียนห้องเดียวกัน  ศิริราชและพระบรมราชชนกอีกส่วนหนึ่งก็เรียนห้องเดียวกัน 

อย่างที่รู้ๆกันว่า  หมอปีหนึ่งเนี่ย  เป็นอะไรที่สบายที่สุดแล้ว  เนื้อหาการเรียนยังไม่ยากมาก (แต่ถ้าถามพี่  พี่ว่ามันก็ยากแล้วล่ะ  แต่ปีอื่นมันคงยากกว่า)  โดยส่วนมากเราจะเรียนBasic Science อาจจะมีวิชาอย่างสถิติ และแคลคูลัส  ฟิสิก มาทำให้น้องมึนว่า  จะเรียนไปทำไม แต่พอขึ้นเทอมสองน้องก็เจอกับวิชาที่น้องอาจต้องผงะคือOrganic chem  ซึ่งทำพี่ปวดหัวทั้งเทอม  แต่วิชาชีวะก็จะเริ่มเรียนเนื้อหาที่ดูเปนหมอมากขึ้นกว่าเทอมแรก  ซึ่งบางคนอาจจะชอบ  โดยรวมก็ขอแค่น้องขยันๆก็จะไปรอดครับ

  อยู่ที่ศาลายา  ถึงแม้มันจะไกลปืนเที่ยงพอสมควร  แต่พี่ว่ามันก็มีอิสระในตัวของมันเอง  ได้รู้จักคนเยอะแยะเพราะอยู่หอ  เรื่องกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยก็มีให้น้องได้สนุกกันพอสมควร  ภายนอกมหาวิทยาลัยมีของกินเพียบครับ  แต่ถ้าน้องรักชีวิตเที่ยวกลางคืนคงยากหน่อย เพราะที่นี่ไม่ค่อยมีสถานที่กินดื่มมากมายเท่าไร  ห้างที่ใกล้ๆ  ซึ่งมันก็ไม่ใกล้มากก็เซนทรัลปิ่นเกล้าครับมีรถตู้รับส่งถึงหน้าหอ20บาทเท่านั้น   ส่วนน้องๆผู้ชายที่คิดว่าจะจีบสาวล่ะก็  รีบๆหาตั้งแต่ปีหนึ่งซะ  เพราะพอขึ้นปีสอง  เราจะต้องย้ายจากศาลายาไปเรียนรวมกับ รามาและพระบรมราชชนก  ที่วิทยาเขตพญาไท  ดังนั้นตัวเลือกก็จะน้อยลงอีก 

ปีสอง  ปีนี้แหละครับที่น้องจะได้ผ่าอาจารย์ใหญ่   อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าน้องต้องย้ายมาเรียนที่วิทยาเขตพญาไท  ซึ่งอยู่ค่อนข้างกลางเมือง  ไม่เหมือนกับปีที่แล้ว  ที่ทั้งการเดินทาง และการหาที่เที่ยวค่อนข้างลำบาก  ปีนี้ย้ายมาอยู่กลางกรุง  สยามก็ไปง่ายๆ  กลับบ้านก็ง่ายๆ  สบายมาก  แต่เรื่องการเรียนก็จะหนักขึ้นมา  ซึ่งต้องอาศัยความรับผิดชอบมากขึ้น  พี่เองก็เพิ่งจบปีหนึ่ง ก็ยังไม่รู้หรอกครับ  ว่าต้องเรียนอะไรยังไงขนาดไหน  เพราะยังไม่เจอกับตัวเอง

ปี 3 เทอมแรก เรายังคงเรียนที่เดิม  ร่วมกับรามาและพระบรมราชชนก  เนื้อหาการเรียนจะเบากว่าปี 2 หน่อยนึง  แต่พอเทอมสอง  น้องจะต้องอำลาเพื่อนร่วมแอล(Lecture room)  มาสู่โรงพยาบาลของตนเอง ก็คือ วชิรพยาบาละนี่เอง  ปีสามเทอมสองนี้ก็ยังไม่มีเรียนอะไรมาก  รสชาติของชีวิตการเรียนแพทย์ก็อยู่ที่ ปี4 ขึ้นไปนี่แหละครับ

พอน้องขึ้นปี4  จะมีคนไข้มาเรียกน้องว่าหมอแล้ว  ว่ากันว่า  ขึ้นปี 4 วันแรก น้องอาจจะได้เย็บแผลคนไข้นับสิบ  ดังนั้นการเรียนปี 4 จึงเป็นอะไรที่ยาก และเหนื่อยอย่างมาก  น้องต้องราวน์วอร์ด และที่สำคัญ  ปีนี้น้องจะได้ทำคลอดภายใต้การดูแลของพี่Resident   พี่คิดว่าคงจะรู้สึกอบอุ่นไม่น้อยเลยทีเดียว  เมื่อเราสามารถช่วยให้ชีวิตหนึ่งชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก 

ปี5 และ ปี6 พี่ยังไม่ขอพูด  เพราะมันยังค่อนข้างจะห่างไกลตัวน้อง  และพี่เองก็ยังไม่ได้สัมผัสอะไร  จึงเอามาเล่าไม่ถูก

บางคนอาจจะมองว่า  คณะนี้เพิ่งก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน แล้วมาตรฐานจะเทียบเท่ากับคณะอื่นๆได้มั้ย  พี่ขอรับรองเลยว่า  "ได้ครับ"  ปี 1-3  น้องได้เรียนชั้นPre clinic ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมหิดลตัดเกรดรวมกับรามา พระบรมฯ  ส่วนพอขึ้นมาที่โรงพยาบาล ที่วชิระพยาบาลนั้น  ก่อตั้งตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6  ถึงแม้จะไม่ได้มีขนาดเนื้อที่กว้างขวางมาก  แต่ก็กว้างพอ   มีเครื่องไม้เครื่องมือรักษาที่ทันสมัย ครบครัน  มีเคสคนไข้ให้น้องๆได้ฝึกเยอะครับ  เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร  และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาแบบก้าวกระโดด  เรื่องรุ่นพี่รุ่นน้องก็แสนจะอบอุ่น เนื่องจากปริมาณคนยังน้อยอยู่  อย่างรุ่นพี่ มี 80 คน ส่วนรุ่นพี่ปีแก่ๆ  เค้ายังมีแค่  30-60กว่าคน  เพราะเพิ่งมีนโยบายรับนักศึกษาเพิ่มเมื่อ  2ปีก่อน  และยังมีแนวโน้มว่าจะรับเพิ่มขึ้นอีกในภายภาคหน้า เมื่อก่อนที่ยังไม่ได้จัดเพิ่ม วชิรพยาบาลก็รับนศพจากมศวเข้ามาฝึกที่นี่

          ก็ถ้ามีข้อสงสัยไม่เพียงเฉพาะเกี่ยวกับคณะนี้  จะถามเกี่ยวกับคณะอื่น หรือให้พวกพี่แนะแนว  หรือจะถามเรื่องความรักก็ไม่ว่านะครับ 55  ก็สามารถโพสถามได้เลยนะครับ  หรือทิ้งเมลล์ไว้ก็ได้ แล้วเด๋วพี่ๆADDเองครับ


p'ตั้ม ปี3 sk_nighthawk@hotmail.com
p'มิงค์ปี3 madymink@hotmail.com
p'จักรปี3 mr_juk@hotmail.com
p'หนิง ปี2 wikanda_ning@hotmail.com
p'บอน ปี2 wtsg84@hotmail.com
p'จ๋า ปี2 ipotz_ja@hotmail.com
p'ส้ม ปี2 sora_u_sa@hotmail.com